**เนื้อหาในเอนทรีนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์และถูก นำไปอ้างเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อเรื่องของการ์ตูนเรื่อง Axis Power Hetaliaโดยเนื้อหาในเอนทรีนี้จะไม่ขอกล่าวถึงชื่อตัวละครที่ถูกตั้งขึ้นมาจากผู้แต่งการ์ตูนเรื่องนี้(ยกเว้นชื่อเอนทรี)นะครับ

 ***ถ้าหากพบข้อผิดพลาดทางด้านข้อมูล กรุณาแจ้งเอาไว้ใน Comment ด้วย เนื่องจากผู้แปล แปลมาจากแหล่งข้อมูลที่ความถูกต้องทางข้อมูลอาจจะไม่เต็ม 100% นัก ทางผู้แปลขออภัยมาใน ณ ที่นี้ด้วยนะครับ... (โดยเฉพาะเอนทรี่นี้ที่ยอมรับว่า แปลแล้ว "เมา" จริงๆ เหอๆๆๆๆๆๆ...)

****การใช้ชื่อเฉพาะ (ถนน เกาะ หรือแม้กระทั่งชื่อคน) หากจำเป็น ทางผู้แปลขอใช้เป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดถ้าหากแปลออกมาเป็นภาษาไทย

ก่อนจะอ่าน มาคุยกันก่อนซักนิ้ดดดดดดดดดด จริงๆแล้ว ตัวผมเองก็มีความสนใจในเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้มาก่อนอยู่แล้ว (อาจจะเพราะติดใจยิ้มเลวๆของเจ้ากิลเบิร์ทก็ได้ ใครจะไปรู้) แต่ก็ไม่มีโอกาสได้แปลออกมาเป็นการเป็นงานซะที จนกระทั่งโดนให้อาจารย์ที่ ม. ไปนั่งเขียนประวัติศาสตร์ในมุมมองของตัวเองโดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่มาส่งเนี่ยแหละครับ ถึงได้เริ่มแปลจากหลักฐานและหนังสือต่างๆ มารวมกันเป็นตัวเป็นตนและออกมาเป็นเอนทรีนี้ได้ แต่ผมก็คงต้องขอเตือนทางผู้อ่านมาใน ณ ที่นี้ก่อนนะครับว่า ข้อมูลจากเอนทรีนี้อาจจะไม่ถูกต้อง 100% เนื่องจากตัวผมเองก็ไม่ได้แปลเก่งกาจอะไรมากมายนัก และเป็นข้อมูลที่ได้มาจากการค้นหาหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม ถ้าใครต้องการข้อมูลที่ถูกต้องของเหตุการณ์นี้แบบ 100% ข้อมูลในเอนทรีนี้ยังคงจะช่วยท่านไม่ได้แบบเต็มที่นะครับ

เอาล่ะ ถ้าสั่งเสียกันเสร็จแล้ว จะรออะไรกันอยู่ล่ะ ลุยเลยดีกว่า!!

 

Illustration by: Farah@pixiv

Source:  http://www.pixiv.net/member_illust.php?mode=medium&illust_id=5328300

สงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย (1740-1748) เป็นสงครามที่เกี่ยวพันกับราชอาณาจักรในยุโรปทั้งหมด (ยกเว้นสหพันธรัฐโปแลนด์-ลิทัวเนียและจักรวรรดิออตโตมัน) สงครามเริ่มขึ้นจากข้ออ้างของปรัสเซียที่กล่าวหาว่า พระนางมาเรีย เทเรซ่าของออสเตรียไม่มีสิทธิอันชอบธรรมในการขึ้นสืบราชสมบัติของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก เนื่องจากกฎหมายซาลิค(หรือกฏการสืบสันติวงศ์)ได้ห้ามมิให้สตรีมีสิทธิในราชบัลลังก์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำสงครามครั้งนี้เป็นเพียงการท้าทายอำนาจของราชวงศ์ฮับส์บูร์กของปรัสเซียและฝรั่งเศสเท่านั้น
ฝ่ายออสเตรียได้มีการสนับสนุนโดยสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐดัชท์ซึ่งเป็นศัตรูโดยสายเลือดของฝรั่งเศส เช่นเดียวกันกับราชอาณาจักรซาดิเนียและแซกโซนี ส่วนฝ่ายฝรั่งเศสและปรัสเซียก็มีราชอาณาจักรแห่งบาวาเรียเป็นพันธมิตร สงครามจบลงด้วยการทำสนธิสัญญาเอซ ลา ชาแปลในปี 1748 แต่อย่างไรก็ตาม สงครามที่สำคัญที่สุดในสงครามสืบราชบัลลังก์ครั้งนี้คือความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรปรัสเซียและพระราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ในการยึดครองแคว้นไซลิเซีย

ภูมิหลังของสงคราม
หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ในปี 1740 พระนางมาเรีย เทเรซ่าลูกสาวของพระองค์ได้กลายเป็นผู้มีสิทธิอันชอบธรรมในการสืบทอดตำแหน่งราชินีแห่งฮังการี โครเอเชียและโบฮีเมีย อาร์คดัชเชสแห่งออสเตรียและดัชเชสแห่งพาร์มา อย่างไรก็ตาม การที่พระองค์เป็นสตรีเพศ ทำให้พระนางมาเรีย เทเรซ่าไม่มีสิทธิในการสืบทอดราชบังลังก์แห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระบิดา ซึ่งก่อนหน้านี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ที่ปราศจากรัชทายาทชายก็ได้ทำการเดินทางไปยังรัฐเยอรมันต่างๆเพื่อโน้มน้าวให้พสกนิกรและรัฐบาลในรัฐเหล่านั้นยอมรับรองพระราชกฤษฎีกาในปี 1713 เพื่อค้ำประกันสิทธิของพระนางมาเรีย เทเรซ่า พระราชธิดาของพระองค์ในการสืบทอดราชสมบัติทั้งหมดของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก
แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเฟรเดอร์ริกที่ 2 มหาราช แห่งปรัสเซียก็ได้ทำการยกกองทัพเข้ารุกรานแคว้นไซลิเซียในวันที่ 16 ธันวาคม 1740 โดยใช้ข้ออ้างตามสนธิสัญญาเบรกก์ในปี 1537 ภายใต้เงื่อนไขที่กล่าวว่า ราชวงศ์โฮเฮน    ซอลเลิร์นแห่งบรันเดนเบิร์กจะได้รับการสืบช่วงตำแหน่งดัชชี่แห่งเบรกก์ โดยที่การรุกรานแคว้นไซลีเซียของปรัสเซียในครั้งนี้ส่งผลให้ราชอาณาจักรทั้งหลายในยุโรปที่มีผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจขัดกันเข้าร่วมในสงครามด้วย ดังนั้น จากสภาวะการณ์ดั่งกล่าวทำให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในการปกครองราชวงศ์ฮับส์บูร์กของออสเตรียต้องเข้าสู่สงครามกับราชอาณาจักรที่จักรวรรดิมิได้มีผลประโยชน์โดยตรงทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจด้วย จึงทำให้การดำรงอยู่ของจักรวรรดิเริ่มสั่นคลอน ซึ่งวอลแตร์ได้กล่าวถึงสถานภาพของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 อย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่เป็นทั้งจักรวรรดิ ไม่เป็นทั้งโรมันและไม่เป็นทั้งศักดิ์สิทธิ์”

สงครามแย่งชิงแคว้นไซลิเซียครั้งแรก (1740-1742)
สภาวการณ์ของสงครามในปี 1740-1741
ถึงแม้ว่าปรัสเซียในขณะนั้นจะยังเป็นเพียงประเทศเล็กๆและเพิ่งจะมีการรวมอำนาจได้สำเร็จและมีประสบการณ์ในการรบเพียงสงครามการสืบทอดราชสมบัติโปแลนด์ (หรืออีกชื่อหนึ่งคือ สมรภูมิแม่น้ำไรน์(1733-1735) เท่านั้น จึงทำให้ดูเหมือนจะไม่สามารถเทียบเท่ากองกำลังที่มีความทันสมัยของออสเตรียได้เลยแม้แต่น้อย แต่อย่างไรก็ตามที ปรัสเซียในสมัยของพระเจ้าเฟรเดอร์ริก วิลเลี่ยมที่ 1 ได้มีการทำการฝึกฝนกองทัพของตนเองอย่างลับๆโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ ทำให้พลทหารม้าและกองทหารปืนใหญ่ของปรัสเซียมีคุณภาพมากกว่ากองทัพออสเตรียมากนัก ทั้งนี้เป็นเพราะประสบการณ์จากการขับเคี่ยวกับพลทหารม้าที่ยอดเยี่ยมของโปแลนด์และกองทหารปืนใหญ่ของสวีเดนในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ด้วย
ในการรบครั้งนี้ กองทัพปรัสเซียได้ทำการข้ามแม่น้ำโอเดอร์ในต้นเดือนธันวาคมไปโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ และได้ทำการข้ามป้อมปราการเข้าไปในแคว้นไซลีเซียในวันที่ 16 ธันวาคม 1740 โดยปราศจากการประกาศสงคราม กองทัพออสเตรียที่ประจำอยู่ภายในแคว้นไซลีเซียเป็นส่วนน้อยนั้นไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่าการตั้งป้อมปราการเพียงหยิบมือจนทำให้พวกเขายังต้องถอนทัพกลับไปยังป้อมปราการในภูเขาบริเวณโบฮีเมียและโมราเวีย
หลังจากที่โดนปรัสเซียยึดแคว้นไซลิเซียไป ออสเตรียก็ได้ทำการรวบรวมกำลังพลภายใต้การควบคุมของเคานท์วิลเฮล์ม เรนฮาร์ด วอน เนปเปิร์กและเตรียมที่จะเคลื่อนพลเพื่อตีแคว้นไซลิเซียกลับคืนมาในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1740 ในขณะที่ป้อมปราการในเมืองเนสเซ่และเบรกก์กำลังถูกยึดโดยกองทัพปรัสเซีย อีกทั้งในคืนวันที่ 9 มีนาคม 1741 เมืองกล็อคก็ถูกโจมตี กองทัพปรัสเซียภายในการนำของเจ้าชายเลโอโปลด์ที่ 2 สามารถทำการยึดป้อมค่ายในเมืองต่างๆรอบๆแคว้นไซลีเซียในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม กองทหารออสเตรียในโมราเวียก็ได้มาถึงสนามรบเมื่อค่ายทหารปรัสเซียได้กระจัดกระจายไปทั่วแคว้นไซลิเซียส่วนบน ในขณะที่การรวมตัวของกองทัพปรัสเซียที่กำลังกระจัดกระจายและมีหิมะเป็นอุปสรรคสามารถทำได้ยากมาก และก่อนที่กองทัพปรัสเซียจะทำการรวมตัวได้สำเร็จ เมืองเนซเซ่และเมืองเบรกก์ก็ได้รับการปลดปล่อยจากกองทัพของเคาท์เนปเปิร์ก การดำเนินกลยุทธ์ที่เป็นไปได้อย่างล่าช้าของทั้งสองฝ่ายก็จบลงในสมรภูมิที่โมลล์วิทซ์ในวันที่ 10 เมษายน 1741 ซึ่งกองทัพปรัสเซียเป็นฝ่ายชนะ
ภายหลังสงคราม กองทัพปรัสเซียสามารถรักษาเมืองเบรกก์เอาไว้ได้และใช้เป็นฐานที่มั่นในการวางกลยุทธ์ในตลอดฤดูร้อน ราชอาณาจักรต่างๆในยุโรปเริ่มตระหนักได้ถึงประสิทธิภาพทางการทหารของปรัสเซียและฝรั่งเศสก็ได้ส่ง มาเชล เบลล์ ไอลส์ มาที่ค่ายของพระเจ้าเฟรเดอร์ริกที่ 2 มหาราชเพื่อเจรจาขอเป็นพันธมิตรกับปรัสเซีย รวมถึงเหล่าราชอาณาจักรบาวาเรียและราชอาณาจักรแซกโซนีที่ได้เห็นถึงอำนาจทางการทหารอันยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของปรัสเซียก็ได้เข้าร่วมกับกองทัพปรัสเซียด้วย จนกลายมาเป็นสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรียในเวลาต่อมา
  
พันธมิตรในโบฮีเมีย (1741)
กองทัพฝรั่งเศสได้ตามมาสมทบกับกองทัพบาวาเรีย ณ แม่น้ำดานูบและเตรียมการเดินทัพโดยตรงไปยังเมืองเวียนนา แต่อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันและกองทัพพันธมิตรก็ได้ทำการแยกออกไปเป็นสามทางเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองปราก โดยฝรั่งเศสได้ใช้เส้นทางผ่านแอมเบิร์กและปิลเซน ฝ่ายบาวาเรียใช้เส้นทางผ่านบัดเวยส์ และกองทัพแซโซนีได้เข้ารุกรานโบฮีเมียผ่านทางหุบเขาเอลเบ
ฝ่ายฮังการีที่ได้ถูกขอร้องโดยพระนางมาเรีย เทเรซ่า ก็ได้ยกกองทัพเข้ามาช่วยเหลือออสเตรียที่เมืองเวียนนา โดยกองทัพฮังการีเหล่านั้นได้เข้าไปอยู่ในสังกัดของจอมพลลุดวิก แอนเดรียส วอน เคเวนฮูเลอร์และกองทัพออสเตรียก็ได้เริ่มวางแผนโจมตีกองทัพผสมฝรั่งเศส-บาวาเรียในโบฮีเมีย และกองทัพที่เหลืออยู่ของบาวาเรียเพื่อป้องกันเหล่าอิเล็คเตอร์ที่แม่น้ำดานูบในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
ถึงแม้ว่าโบฮีเมียจะถูกยึดในเดือนธันวาคม แต่การรบที่แม่น้ำดานูบกับกองทัพบาวาเรีย กองทัพออสเตรียภายใต้การนำของจอมพลเคเวนฮูเลอร์ก็เป็นฝ่ายมีชัยและสามารถตีโต้ฝ่ายพันธมิตรกลับไปได้ถึงเมืองลินซ์และบาวาเรีย จนทำให้เมืองมิวนิคต้องประกาศยอมแพ้ในวันที่ 24 มกราคม 1742 ซึ่งเป็นวันที่อิเล็คเตอร์แห่งบาวาเรียได้ทำการสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7

จุดสิ้นสุดของสงครามแย่งชิงแคว้นไซลิเซียครั้งแรก (1742)
หลังจากที่กองกำลังผสมของออสเตรียมีชัยต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน พระเจ้าเฟรเดอร์ริกที่ 2 มหาราชก็ได้พยายามที่จะหาทางที่จะสงบศึกกับกองทัพออสเตรียชั่วคราวเพื่อรักษาแคว้นไซลิเซียไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความสำเร็จของกองทัพผสมของออสเตรียภายใต้การนำของจอมทัพเคเวนฮูเลอร์และข้อเสนอของทางพระนางมาเรีย เทเรซ่า ทำให้สงครามยังคงต้องดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม กองทัพปรัสเซียได้ทำการเคลื่อนพลไปตีอิกลอร์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1742 และเคลื่อนทัพไปยังทางทิศใต้ของเมืองซนอร์โมและมิคุลอฟเพื่อเดินทัพต่อไปยังเวียนนา แต่อย่างไรก็ตามที เจ้าชายชาร์ลส์แห่งลอร์เรนน์ที่ได้ละทิ้งการรบแนวหน้ากับกองทัพฝรั่งเศสได้ยกทัพเพื่อผลักดันให้ปรัสเซียออกไปจากแคว้นไซลิเซีย ในขณะเดียวกัน ทหารเกณฑ์ฮังการีก็ได้หลั่งไหลเข้าไปยังแคว้นไซลิเซียตอนบนผ่านทางช่องแคบจาบลังคอฟ
ส่วนฝ่ายกองทัพปรัสเซียก็ถูกตีล่าถอยไปจนต้องไปตั้งหลักอยู่กับกองทัพฝรั่งเศสโดยถูกขนาบข้างเอาไว้ด้วยกองทัพออสเตรียและฮังการี รวมไปถึงทหารของปรัสเซียที่เหลืออยู่ในโมราเวียก็ต้องล่าถอยมายังแคว้นไซลิเซียตอนบนด้วย อย่างไรก็ตามที การรบที่โชตูซิสซ์ในวันที่ 17 พฤษภาคม 1742 ฝ่ายกองทัพของเจ้าชายชาร์ลส์แห่งลอร์เรนน์ที่บุกเข้าโจมตีกองทัพปรัสเซียเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฝ่ายกองทัพฝรั่งเศสที่จนแต้มจากการรบกับกองทัพออสเตรียที่วอลตาวาก็ได้ประสบความสำเร็จในการเข้ายึดเมืองซาฮายใกล้เมืองบัดเวยส์ในวันที่ 24 พฤษภาคม 1742 ชัยชนะของพระเจ้าเฟรเดอร์ริกที่ 2 มหาราชและกองทัพฝรั่