เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูฯ Exteen Touhou Gensoukyou (ExTG)
*คลิ๊กที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่*
*ประวัติของตัวละครนี้เป็นเรื่องราวที่ถูกแต่งเติมขึ้นมาจากเทพปกรณัมยุโรปเหนือ (Norse Mythology) และไม่ได้อ้างอิงถึง Fact ที่มีอยู่ในเทพปกรณัมนั้นทั้งหมดนะครับผม*
เฟรเลีย มิมิสบรุนน์ (Frelia Mimisbrunn)
ลูกครึ่งยักษ์น้ำแข็งแห่งโยทุนไฮม์และมนุษย์ที่หลุดเข้ามาในเกนโซวเคียวด้วยสาเหตุอันใดก็ไม่ทราบได้ บรรพบุรุษของเธอเป็นยักษ์น้ำแข็งซึ่งได้รับมอบหมายจาก มีมีร์ ผู้ปกปักษ์รักษาน้ำพุแห่งภูมิปัญญา มิมิสบรุนน์ก่อนที่เขาจะถูกกุดศีรษะภายหลังสงครามแอซีร์-วานีร์ และสามารถรอดพ้นมาจากมหาสงครามแรกนารอคได้อย่างไม่คาดฝันแต่อย่างไรก็ตาม การที่มียักษ์น้ำแข็งหลงเหลืออยู่เพียงตนเดียวบนโลก ทำให้ตำแหน่งผู้ปกป้องน้ำพุแห่งภูมิปัญญาเสี่ยงต่อการสูญสิ้นผู้สืบทอด ซึ่งการว่างลงของผู้ปกป้องน้ำพุแห่งภูมิปัญญาอาจส่งผลให้เกิดมหาสงครามเฉกเช่นแรกนารอคเพื่อแย่งชิงน้ำพุแห่งภูมิปัญญานี้ก็เป็นได้ ยักษ์น้ำแข็งตนสุดท้ายนั้นจึงตัดสินใจะทิ้งศักดิ์ศรีของตนเองและเริ่มเข้าไปมีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับสตรีเผ่าพันธุ์มนุษย์นางหนึ่งจนก่อให้เกิดทายาทในรุ่นต่อๆมาได้เป็นผลสำเร็จ
ถึงแม้ว่าสายเลือดยักษ์น้ำแข็งจะเจือจางลงไปจากรุ่นต่อรุ่น แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่หายไปจากทายาทของยักษ์น้ำแข็งตนนั้นจะมีเพียงพละกำลังอันมหาศาลและร่างกายอันใหญ่โตเท่านั้น ในทางกลับกัน สติปัญญาอันชาญฉลาดและไหวพริกอันเฉียบคมกลับไม่เลือนหายไปจากเหล่าทายาทของเขาเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป เหล่ามนุษย์เริ่มรับรู้ถึงการคงอยู่ของสิ่งที่น่าจะสูญสลายไปตั้งแต่ครั้งมหาสงครามในอดีตและเริ่มออกเสาะหาสิ่งเหล่านั้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอันไม่จบสิ้นของตนเอง ทายาทแห่งยักษ์น้ำแข็งที่ตระหนักได้ถึงหายนะครั้งนี้จึงได้ออกท่องเที่ยวไปทั่วแดนมิดการ์ดเพื่อเสาะหาเศษซากที่เหลืออยู่จากมหาสงครามแรกนารอค และสรรค์สร้างหอสมุดลอยฟ้านาม "อิกดราซิล" ขึ้นมาเพื่อเก็บรักษาสิ่งที่หลงเหลือจากมหาสงครามครั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นศาสตราวุธ ของวิเศษหรือความรู้ต่างๆนานาที่เหล่ายักษ์น้ำแข็งได้ออกเก็บรวบรวมมานานนับหลายร้อยศตวรรษเอาไว้ในนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น สายเลือดของยักษ์น้ำแข็งจึงถูกมนุษย์ออกตามล่าในฐานะที่เป็น "ผู้กุมความลับแห่งอำนาจลึกลับโบราณ" และต้องอพยพถิ่นฐานอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้สะดวกต่อการหลบหนี พวกเขาได้ทำการดัดแปลงเวทย์มนตร์ที่ได้รับสืบทอดมารุ่นต่อรุ่นเพื่อผนึกอิกดราซิลให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับร่างกายของทายาทรุ่นต่อไป ทำให้ทายาทของยักษ์น้ำแข็งทุกคนรวมถึงเฟรเลียกลายเป็น "ภาชนะ" สำหรับอิกดราซิลไปโดยปริยาย
เฟรเลีย มิมิสบรุนน์ เป็นทายาทผู้ปกป้องอิกดราซิลในลำดับที่ 257 ของตระกูลมิมิสบรุนน์ที่สืบสายเลือดมาจากยักษ์น้ำแข็งผู้คอยปกป้องน้ำพุแห่งภูมิปัญญา เด็กสาวตัวน้อยถือกำเนิดขึ้นมาในหมู่บ้านอันห่างไกลแถบคาบสมุทรสแกนดิเนเวียซึ่งในขณะนั้นกำลังหวาดหวั่นกับ "ข่าวลือ" เกี่ยวกับ "แม่มด" ที่ทางคริสตจักรได้ปล่อยออกมาเป็นระยะๆในช่วงนั้น ตระกูลมิมิสบรุนน์ที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษและไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าชาวบ้านสักเท่าไหร่นักจึงถูกสงสัยว่าเป็นแม่มด เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ สมาชิกทุกคนในตระกูลครัวมิมิสบรุนน์จึงถูกตีตราสัญลักษณ์กางเขนบริเวณกลางหลังตามความเชื่อของเหล่าชาวบ้านที่คิดว่าการตีตราสัญลักษณ์กางเขนนี้จะช่วยขับไล่วิญญาณร้ายและสะกดพลังอำนาจของเหล่าแม่มดเอาไว้ได้ ดังนั้น สมาชิกในตระกูลมิมิสบรุนน์ก็มีรอยแผลเป็นเป็นรูปไม้กางเขนอยู่กลางหลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามีการตีตราสัญลักษณ์กางเขนของเหล่าตระกูลมิมิสบรุนน์ไปแล้วก็ตาม เหล่าชาวบ้านก็ยังคงหวาดระแวงกับท่าทีที่ลึกลับและสันโดษของครอบครัวนี้ และความหวาดระแวงนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเหล่าชาวบ้านได้ลงความเห็นร่วมกันว่าควรเขียนจดหมายส่งไปยังศาสนจักรเพื่อให้ทางศาสนจักรส่งตัวผู้สอบสวนเพื่อมาไต่สวนคดีแม่มดของตระกูลมิมิสบรุนน์โทษฐานที่ทำตัวลึกลับและแปลกแยกไปจากพวกเขา
ฟลาเวียร์ มารดาของเฟรเลีย ซึ่งมีสายเลือดของผู้ปกป้องน้ำพุแห่งภูมิปัญญาอยู่ในตัว รู้ได้ถึงหายนะที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาสู่ตระกูลมิมิสบรุนน์ เธอจึงได้ทำการส่งมอบอิกดราซิลให้แก่เฟรเลียผู้เป็นลูกสาวโดยที่ตัวของเฟรเลียเองไม่ได้รู้เรื่องราวที่แท้จริงเกี่ยวกับสายเลือดของตนเองหรืออิกดราซิลเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่จะทำการใช้เวทย์มนตร์เคลื่อนย้ายเฟรเลียที่กำลังหลับอยู่ไปยังป่าที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้านสักเท่าไหร่นัก ส่วนฟลาเวียร์และสามีของเธอก็ถูกเหล่าชาวบ้านพาตัวไปให้ผู้สืบสวนจากศาสนจักรไต่สวนในความผิดโทษฐานทำตัวลึกลับและแปลกแยกไปจากชาวบ้านคนอื่นๆในหมู่บ้าน ซึ่งผลของการตัดสินคือ ฟลาเวียร์และสามีถูกตัดสินโทษว่าเป็นแม่มด และประหารชีวิตด้วยการเผาด้วยทั้งเป็น
หลังจากการพิพากษา "พวกแปลกแยก" เสร็จสิ้น พายุหิมะก็โหมกระหน่ำเข้ามาภายในหมู่บ้านโดยที่ไม่มีใครได้ทันตั้งตัว เหตุอาเพศที่เป็นเหมือนดั่งการลงทัณฑ์จากฟ้าเบื้องบนบังเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จู่ๆผลึกน้ำแข็งขนาดมหึมาก็พลักผุดขึ้นมาจากพื้นดินอย่างไม่ขาดสาย เป็นผลให้ชาวบ้านบางส่วนถูกผลึกน้ำแข็งเหล่านั้นแทงทะลุร่างตายคาที่ เหล่าชาวบ้านที่ยังพอเอาตัวรอดจากผลึกน้ำแข็งเหล่านั้นได้ต่างก็พยายามหนีตายเพื่อเอาตัวรอด แต่เหมือนดั่งเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อห่าฝนลูกเห็บขนาดมหึมากลับถาโถมลงมายังหมู่บ้านอย่างหนักหน่วง ด้วยผลจากความวิปริตของสภาพดินฟ้าอากาศอย่างฉับพลันเช่นนี้ เป็นผลให้ชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านทั้งหมดเสียชีวิตลงในทันที
ฝ่ายเฟรเลียที่ไร้ที่พักพิงก็ได้แต่ออกรอนแรมไปอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางทุ่งหิมะอันแสนหนาวเหน็บ จนกระทั่งร่างกายถึงขีดสุดและสลบไป เมื่อเธอฟื้นขึ้นมา เธอก็ได้พบว่า เธอได้หลุดเข้ามาอยู่ดินแดนที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนเสียแล้ว...
องค์ประกอบของหอสมุดลอยฟ้า "อิกดราซิล" (เมื่ออยู่ในเกนโซวเคียว)
*คลิ๊กที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่*
หอสมุดลอยฟ้า อิกดราซิล ถูกตั้งชื่อตามต้นไม้แห่งชีวิตในตำนานที่ภายหลังหักโค่นลงเนื่องจากมหาสงครามแรกนารอคและเป็นแหล่งรวบรวมวัตถุมีค่ามากมายที่หลงเหลือจากมหาสงครามแรกนารอคไม่ว่าจะเป็นศาสตราวุธ วัตถุเวทย์มนตร์ สิ่งของมีค่า หรือแม้กระทั้งภูมิความรู้ต่างๆที่ถูกเขียนเป็นหนังสือโดยเหล่าทายาทยักษ์น้ำแข็งนับหมื่นๆเล่ม นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ทุกศาสตร์ทุกแขนงและแบบจำลองทางสถาปัตยกรรม จิตรกรรมและประติมากรรมจากทั่วมุมโลกในยุคปัจจุบันอีกด้วย
*ซึ่งนั่นไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ เพราะยักษ์น้ำแข็งเองก็มีเวทย์มนตร์มากเพียงพอที่จะทำแบบจำลองเหล่านั้นออกมาได้อยู่แล้ว*
นอกจากนั้น อิกดราซิล ยังถือว่าเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญทางพฤกษศาสตร์สำหรับเหล่ามนุษย์ เนื่องจากบนอิกดราซิลนั้นเป็นเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่มีการนำเอาพันธุ์พืชจากทั่วโลกมาปลูกเอาไว้บนนั้น ทั้งที่สูญพันธุ์ไปแล้วและยังไม่สูญพันธุ์ ซึ่งต้นไม้เหล่านี้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จากน้ำพุแห่งความเยาว์วัย อุดร์บรุนน์ ที่ถูกขุดให้ไหลไปทั่วอาณาบริเวณของอิกดราซิล
*การปลูกต้นไม้จากทั่วทุกมุมโลกในที่เดียวกันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยหากคิดด้วยหลักตรรกะของมนุษย์ แต่ด้วยน้ำพุแห่งความเยาว์วัย ทำให้พืชพันธุ์เหล่านั้นสามารถดำรงอยู่ได้ จะเรียกว่าน้ำพุแห่งความเยาว์วัยนั่นจะเป็นดั่ง "เส้นเลือดใหญ่" ของอิกดราซิลนี้เลยก็ว่าได้*
สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนอิกดราซิลจะถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนของเรือนพักและหอสมุด โดยส่วนของหอสมุดนั้นจะถูกแบ่งเป็นเก้าอาคาร แต่ละอาคารจะถูกตั้งชื่อตามโลกทั้งเก้าที่รากของอิกดราซิลในอดีตเคยหยั่งไปถึง ซึ่งการจัดหมวดหมู่หนังสือนั้นก็จะถูกจัดให้เข้ากับชื่อของอาคารแต่ละอาคาร โดยหอสมุด "มิดการ์ด" เป็นหอสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
*เรื่องราวของมนุษย์นั้นมีมายาวนานและมากมายนัก ดังนั้นการที่หอสมุดนี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดก็คงจะไม่แปลก*
**ในปัจจุบัน เฟรเลียมีการสร้างหอสมุดเพิ่มขึ้นหนึ่งแห่งคือ หอสมุด "เฮล์มสกริงลา" (หอสมุดที่ใช้เก็บหนังสือที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเกนโซวเคียว**
ส่วนของเรือนพักนั้น จะมีเรือนพักอยู่เพียงสองเรือนเท่านั้นคือ วัลฮัลลาและโฟล์กวังก์ โดยเรือนโฟล์กวังเป็นเรือนพักส่วนตัวของเฟรเลียและเป็นที่ตั้งของน้ำพุแห่งภูมิปัญญา มิมิสบรุนน์ ด้วย ทุกๆวันเหล่าทายาทของยักษ์น้ำแข็งต่างใช้เรือนพักนี้ในการสอดส่องความเป็นไปของโลกมนุษย์ เพื่อป้องกันหายนะเหมือนดั่งมหาสงครามแรกนารอคในอดีตที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ส่วนเรือนวัลฮัลลานั่นจะมีไว้สำหรับแขกภายนอกที่เข้ามาศึกษาความรู้ภายในหอสมุด แต่ไม่สามารถอ่านหนังสือเหล่านั้นให้หมดได้ภายในวันเดียวและไม่สะดวกในการเดินทางไปมาระหว่างที่พักของตนเองและอิกดราซิล โดยภายในเรือนวัลฮัลลาจะมีเหล่าทสึคุโมะงามิและโซวเรย์จำนวนมากที่คอยดูแลและรับใช้ผู้ที่เข้ามาพักค้างแรมอย่างไม่ขาดตกบกพร่องอีกด้วย
*ว่ากันว่าเหล่าโซวเรย์ในเรือนพักวัลฮัลลานั้นชอบจำแลงร่างเป็นหญิงสาวที่มีผิวกายขาวดั่งหิมะ มีเรือนผมสีทองราวกับเส้นไหมจากสรวงสวรรค์และสวมใส่เกราะโลหะสีน้ำเงินเข้มอยู่ตลอดเวลาด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เราก็ไม่สามารถทราบได้ถึงร่างจริงของเหล่าโซวเรย์พวกนั้นอยู่ดี*
**ว่ากันว่าภายในเรือนพักวัลฮัลลามีจำนวนห้องถึงห้าร้อยสี่สิบห้องและประตูห้าร้อยสี่สิบประตู ลือกันว่าแต่ละประตูนั้นใหญ่ขนาดที่คนจำนวนแปดร้อยคนสามารถเดินเข้าออกพร้อมกันได้เลยทีเดียว**